ผู้เขียน หัวข้อ: ปลุกชีวิตลิขิตเอง >>6 เล่นสนุกกับงาน  (อ่าน 1517 ครั้ง)

pradit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 413
    • ดูรายละเอียด
บทที่6 เล่นสนุกกับงาน Happy work โดย ดร.ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
(ปลุกชีวิตลิขิตเอง Restart Your Life..บทที่1 สร้างแรงบันดาลใจ บทที่2 ให้คำมั่นสัญญา บทที่ 3 ท้าทาย กล้าเปลี่ยน  บทที่ 4 เรียนรู้ตลอดชีวิต บทที่5 คิดบวกให้เป็น)
(บทที่6 ตอนที่1/8) 
   辛苦钱财快活用
    “Wealth got by labor is sweet in the enjoyment”
   ความร่ำรวยที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานย่อมน่าชื่นชม
   ...งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข..
   ...คนเราถ้าทำงานแล้วได้เงิน ย่อมมีความสุข

   ยิ่งถ้าทำงานที่ได้เงินแล้วมีความสนุกกับงาน  ยิ่งมีความสุข..
   ความเครียด เกิดขึ้นได้บ้าง ทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน แต่ถ้าเครียดมากเกินไป จะส่งผลเสียต่อตนเองมากมาย
..ผลเสียต่อร่างกาย ทำให้ปวดหัว ไมเกรน ปวดท้อง โรคกระเพาะ
..ผลเสียต่ออารมณ์ ทำให้ โกรธ หงุดหงิด เซื่องซึม เฉื่อยชา
..ผลเสียต่อพฤติกรรม ทำให้งานถดถอย ต้องลาป่วย ขาดงาน
   จากข้อมูลของ JobDB.com ปี 2558... 5 ปัจจัยที่ทำให้คนทำงานไม่มีความสุข ไม่ Happy ในงานปัจจุบันที่ทำ
   อันดับแรก  ระบบการทำงานขององค์กร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในการทำงาน
   อันดับสอง เงินเดือน ทำงานมานานแต่เงินเดือนไม่ขยับ
   อันดับสาม บทบาทและหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำงานจำเจ รับคำสั่งอย่างเดียว ไม่เคนได้ออกความคิดเห็นของตนเอง
   อันดับสี่ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและเจ้านาย ทำงานผิดก็ว่า แต่งานดีไม่เคยชม คอยจ้องจับผิดตลอดเวลา
   อันดับห้า สิทธิประโยชน์และผลตอบแทนอื่นๆ ไม่มีค่าทำงานล่วงเวลา เจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ ไม่สามารถเบิกได้
   ถ้าเรากังวลกับปัจจัยที่ทำให้เบื่องานต่างๆ ชีวิตก็จะเครียด เครียด เครียด ไม่สนุกกับงาน ทำงานไม่มีความสุข
   พอเช้ามา ทำตัวเหมือน...กบ (หลบ หลบ! แอบ แอบ)
   พอสายๆ ทำตัวเหมือน..อึ่งอ่าง (อืดอาด อืดอาด)
   พอบ่ายๆ ทำตัวเหมือน..นกเขา (อู้ อู้ ! อู้ อู้)
   พอบ่ายแก่ๆ ทำตัวเหมือน..เป็ด (กลับ กลับ! กลับ กลับ)

เซ็งงาน เบื่อนาย..คนที่ทำงานลุ้นทุกวัน ว่าจะมาหรือไม่มาทำงาน
ศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน จันทร์ลา อังคารป่วย พุธธุระ พฤหัสหาย
   
   มีคนเคยแนะนำ คาถาคนทำงาน ไว้น่าสนใจ คนเบื่องานอ่านแล้ว คงหายเบื่อ
อาจจะมี เซ็งไปบ้าง ในบางครั้ง
อาจจะมี เบื่อกันบ้าง ในบางหน
อาจจะมี เหม็นขี้หน้า คนบางคน
ต้องสู้ทน ทำงานไป เพราะได้ตังค์

   อดทนกับการทำงาน ดีกว่าต้องทนอดเพราะไม่มีงานให้ทำ
   ทำงานให้สนุก ยิ่งงานมาก ยิ่งท้าทาย
   งานที่เสร็จที่เกิดจากหยาดเหงื่อ เกิดจากความทุ่มเท และฝีมือของเราเอง จะเป็นความสำเร็จที่ภาคภูมิใจสุดๆ เมื่อเบื่อสภาพการทำงาน ให้คิดถึงวันที่สำเร็จ จะมีพลังไฟ กระตุ้นเราให้อยากทำงาน และทำงานได้อย่างมีความสุข
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 13, 2015, 02:35:41 PM โดย pradit »

pradit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 413
    • ดูรายละเอียด
Re: ปลุกชีวิต ลิขิตเอง บทที่6 เล่นสนุก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 11 13, 2015, 01:29:09 PM »
ตอนที่2/8 (บทที่6 เล่นสนุกกับงาน)   
   วันแรกที่ทำงาน First Impression
   มีคนเคยบอกผมว่า ถ้าเบื่องาน เซ็งชีวิต ให้หวลคิดถึงวันแรกๆที่มีงานทำ วันแรกที่เปิดกิจการ วันแห่งความกระตือตือร้น วันแห่งความมุ่งหวัง  อารมณ์นั้นมันหายไปไหน เรียกมันกลับมาให้ได้ ความมุ่งมั่น ความใฝ่ฝ้น ความก้าวหน้า ปลุกพลังเหล่านั้นให้กลับมา สร้างแรงบันดาลใจ ให้ทำงานอย่างสนุก มีความสุขกับงาน
   ปี 2533 เป็นปีแรก ที่ผมได้ทำงานประจำ ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งแถววงเวียนใหญ่ ในตำแหน่งหัวหน้าศูนย์ฝึกอบรม ทั้งๆที่ตนเองจบการศึกษาจากรั้วรามคำแหง ในคณะบริหาร สาขาการตลาด แต่ด้วยความที่อยากเป็นนักฝึกอบรม อยากเป็นนักพูด ตามประสบการณ์ที่ได้มาจากชมรมปาฐกถาและโต้วาที รามคำแหง จึงสมัครงานในตำหน่งนี้ และได้รับทำงานสมใจปรารถนา
   วันทำงานวันแรก ตื่นเต้นมาก ซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อที่ตัวเองคิดว่าดังๆ ในห้างชุดใหม่ทั้งหมด ไปทำงานด้วยความกระตือรือร้น มโนภาพห้องทำงาน ในตำแหน่งหัวหน้าศูนย์ฝึกอบรม ต้องมีห้องเป็นของตนเอง มีโต๊ะทำงานเป็นของตัวเอง มีห้องอบรมที่พร้อมด้วยเครื่องมือการสอน มีลูกน้องคอยพิมพ์งานให้ แต่พอมาทำงานจริงๆ อย่าว่าแต่ห้องทำงานเลย โต๊ะทำงานยังไม่มี ลูกน้องก็ไม่มี ห้องอบรมเป็นห้องเล็กๆ ไว้อบรมพนักงานช่วยขายที่มาลงขายในห้าง ที่สำคัญ หัวหน้าที่ดูแลผมโดยตรง ก็ยังไม่มี กลายเป็นว่า ตำแหน่งผมในงานศูนย์ฝึกอบรม มีผมคนเดียว ขึ้นตรงกับกรรมการผู้จัดการเจ้าของห้าง สนุกละสิ..จ้างผมมาก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมใหม่เลยนี่หว่า..มึนงง อยู่ครึ่งวัน ยังดีที่ได้ผู้จัดการฝ่ายบุคคลคอยให้คำแนะนำผมอย่างดี (ซึ่งภายหลัง พี่ผู้จัดการฝ่ายบุคคลท่านนี้ ได้มาเป็นลูกพี่ของผมคนแรกในชีวิต) พอบ่ายๆ เจ้าของห้าง มาหาผม จัดการสั่งการเรื่องโต๊ะเก้าอี้และให้นั่งอยู่ในห้องฝ่ายบุคคลไปก่อน รอจนห้องศูนย์ฝึกอบรมเสร็จ ค่อยย้ายไปอยู่ห้องใหม่ พร้อมสั่งงานให้อบรมด่วน หลักสูตรแรกในชีวิตในการทำงาน ให้อบรมพนักงานทั้งหมดในห้างสามารถถ่ายเอกสารของเครื่องถ่ายเอกสารที่มีอยู่เครื่องเดียวในบริษัท ให้ทำเป็นทุกคน เพราะที่ผ่านมา ไม่มีใครถ่ายเอกสารโดยตรง ใครจะใช้เครื่องถ่ายเอกสาร ต้องมาถ่ายเอกสารกันเอง ซึ่งก็ทำกันผิดๆถูกๆทำให้เปลืองกระดาษเป็นอย่างมาก พอรับโจทย์แรกในชีวิตงานอบรมมา ก็มึนงงอีกแล้ว เพราะชีวิตผม ก็ถ่ายเอกสารด้วยตนเองไม่เป็นเหมือนกัน จบการศึกษามาได้ ทำรายงานส่งอาจารย์มาได้ ก็จ้างคนอื่นถ่ายเอกสารทั้งนั้น ใครจะรวย ขนาดมีเครื่องถ่ายเอกสารเป็นของตนเอง แต่เมื่อได้รับงานแรกในชีวิต ก็ต้องโชว์ผลงานให้เต็มที่ ไปปรึกษาผู้จัดการฝ่ายธุรการให้สอนวิธีถ่ายเอกสาร ซึ่งก็ไม่มีขั้นตอนอะไรมาก กดปุ่มเคลียร์คำสั่งเก่าที่คนเก่าได้ตั้งระบบไว้ จากนั้น กดปุ่น จำนวน ขนาดกระดาษ ความเข้มของหมึก ดูถาดกระดาษมีกระดาษหรือไม่ สุดท้ายกดปุ่น Enter เครื่องก็จะถ่ายให้ตามที่สั่ง ซึ่งผมก็ต้องทำให้เป็นเรื่องเป็นราว ทำเอกสารประกอบบรรยาย จัดกำหนดการอบรมให้พนักงานทุกฝ่ายซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 300 คน สลับสับเปลี่ยนกันมาเข้าอบรมเป็นกลุ่มๆละ ประมาณ 10 คน  ใช้เวลากลุ่มละ 15 นาที นั่นหมายถึง ผมต้องยืนอบรมสอนคนถ่ายเอกสารประมาณ 30 ครั้ง ต่อหน้าเครื่องถ่ายเอกสารในวันนั้นวันเดียวให้เสร็จสิ้นไป ให้ครบเครื่องการจัดหลักสูตรอบรมกันไปเลย ขาดแต่ทำพิธีเชิญประธานกล่าวเปิดกล่าวปิดงานอบรมเท่านั้น ซึ่งต้องขอบพระคุณพี่ผู้จัดการฝ่ายบุคคลให้ความช่วยเหลือโทรศัพท์สายภายในประสานคนอบรมทุกฝ่าย ให้เข้าอบรมได้ตามกำหนด นี่แหละ.วันสองวันแรกในชีวิตการทำงานของผม สนุกจริงๆ
   หลังจากนั้น ไม่นาน (เมื่อผมตั้งหลักได้) ในเดือนถัดไป ผมได้ทำโครงการ First Impression ให้กับผู้บริหารและพนักงานเข้าใหม่ทั้งหมด  เพื่อให้พนักงานใหม่ เกิดความอบอุ่น ประทับใจเมื่อเข้าทำงานตั้งแต่วันแรก
 ....ในระดับพนักงาน ผมจัดอบรมพนักงานเข้าใหม่ รวมกับ พนักงานช่วยขายในห้าง ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ให้เข้าใจระบบระเบียบ สวัสดิการต่างๆ และให้เข้าอบรมปฐมนิเทศน์ที่จะมีให้จัดขึ้นทุก 3 เดือน ให้รู้จักภาพรวมขององค์กรและแนวทางการพัฒนาตนเองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
...ในระดับผู้บริหาร ผมให้ทางฝ่ายศิลป์ของห้าง ทำบอร์ดยินดีต้อนรับผู้บริหารใหม่อย่างสวยงาม จัดให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของห้าง พูดผ่านไมค์ให้พนักงานได้ยินทั้งห้างเพื่อร่วมกันต้อนรับ ก่อนเวลาเปิดบริการของห้าง ส่วนตัวผมจะเไปยืนคอยต้อนรับที่ประตูเข้าพนักงานเพื่อเป็นเกียรติที่มาร่วมงานกับเรา พร้อมทั้งพาไปดูสถานที่ต่างๆ ในห้าง และพาไปแนะนำผู้บริหารของบริษัทให้รู้จักกัน และเชิญไปเข้าห้องทำงานของแต่ละคน
   จากโครงการ First Impression ทำให้ผมได้รู้จักผู้บริหารใหม่ทุกคน และสนิทกับผู้บริหารใหม่หลายๆคน  ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และได้ข้อคิดมุมมองต่างๆ ในการบริหารงานของห้างสรรพสินค้า ทำให้รู้สึกสนุกมาก กับการได้ทำการต้อนรับผู้บริหารใหม่ที่มีแทบทุกวัน เนื่องจากทางห้างกำลังมีโครงการเปิดตัวสาขาใหม่ที่ บางแค และหลักสี่ ในปีสองปีถัดไป
   ส่วนเรื่องการถ่ายเอกสารของบริษัท  หลังจากผมจัดอบรมการถ่ายเอกสาร ได้มีการจัดระะบบ การถ่ายเอกสาร โดยให้ฝ่ายธุรการเป็นผู้รับผิดชอบในการถ่ายเอกสารให้พนักงานทุกคนตามขั้นตอนขอถ่ายเอกสาร ที่ผู้จัดการแผนกธุรการคนใหม่ที่ผมเป็นคนต้อนรับ (และผมได้เล่าเรื่องการอบรมถ่ายเอกสารในวันนั้น) กำหนดระบบขึ้นมา ผมเลยไม่ต้องคอยจัดอบรมการถ่ายเอกสารอีกต่อไป
   ...เมื่อเราสนุกกับงาน เราจะรู้สึกเป็นเจ้าของงาน อยากพัฒนาระบบงานต่างๆให้ดี ให้มีความสุขในการทำงาน..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 13, 2015, 02:06:42 PM โดย pradit »

pradit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 413
    • ดูรายละเอียด
Re: ปลุกชีวิตลิขิตเอง (6 เล่นสนุกกับงา
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 11 13, 2015, 01:35:41 PM »
ตอนที่3/8 (บทที่6 เล่นสนุกกับงาน)   
   หัวหมาหรือหางมังกร...
   หลังจากผมทำงานได้ประมาณหกเดือน นอกเหนือจากจัดอบรมพนักงานตามหลักสูตรที่กำหนดขึ้น ผมได้พัฒนากิจกรรมพนักงานให้พนักงานรักษ์องค์กร
   @ พัฒนาการประชุมพนักงานทั้งบริษัท ที่เคยกำหนดไว้ก่อนสิ้นเดือน1 ครั้ง ตอนเช้า 1 ชั่วโมงก่อนห้างเปิด เพื่อชี้แจงแผนการส่งเสริมการขายของห้าง แจกรางวัลพนักงานขายดีในแต่ละแผนกและฟังโอวาทจากผู้บริหาร ซึ่งพนักงานไม่ค่อยสนใจเข้าร่วมประชุมเท่าไหร่นัก แต่ถ้าไม่ร่วมเข้าประชุม จะถูกลงโทษปรับเงินคนละ 20 บาท และต้องมานั่งฟังเทปเสียงการประชุมภายหลัง ซึ่งผมได้ปรับเปลี่ยนระเบียบการประชุมใหม่ ยกเลิกการลงโทษปรับเงิน และพัฒนาการประชุมประจำเดือนให้น่าสนใจ มีการแสดง ล้อเลียนการบริการเพื่อให้ข้อคิดพนักงาน มีการจัดประกวดร้องเพลงบริษัท และจัดกิจกรรมอื่นๆ ในวันประชุมให้อยากเข้าประชุมเองไม่ต้องบังคับ ซึ่งทำให้มีพนักงานมาเข้าประชุมเกือบเต็มทุกครั้ง
   @ จัดกิจกรรม ประกวดคำขวัญ “หัวใจของเราคือบริการ” เพื่อเป็นปรัชญาการทำงานของพนักงาน “ยิ้มแย้ม แจ่มใส จริงใจ บริการ”
   @ จัดซุ้ม “มุมความรู้” ในห้องอาหารพนักงาน
   @ จัดกิจกรรม “ เสียงยามเช้า ” ให้พนักงานในห้องเสียง เปิดเพลงมอบให้กัน ให้เกร็ดความรู้พนักงาน ก่อนห้างเปิด

   ตลอดเวลาทำงานระยะเวลากว่าครึ่งปี มีความสุข กระตือรือร้น สร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยดี แต่พอเดือนที่เจ็ด ทางเจ้าของห้าง รับผู้บริหารศูนย์ฝึกอบรมท่านใหม่เข้ามา เป็นผู้บังคับบัญชาของผมโดยตรง แต่ระบบการทำงานแตกต่างกันมาก ปัญหาส่วนตัวของผู้บังคับบัญชาก็ค่อนข้างมาก ทำงานร่วมกับผู้บริหารฝ่ายอื่นๆไม่ได้ ส่งผลให้โดนตำหนิการทำงานของศูนย์ฝึกอบรมทั้งฝ่าย ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมรับไม่ได้ รู้สึกไม่มีความสุข ไม่สนุกในการทำงานแล้ว จะขอไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อบรมในห้างใหญ่ห้างหนึ่ง ซึ่งกำลังเปิดรับและมีคนแนะนำให้ คิดว่า ขอไปทำงานในองค์กรที่มีชื่อเสียง มีระบบน่าจะดีกว่า
   ผมได้ปรึกษาผู้บริหารท่านหนึ่งที่อยู่ในวงการห้างมานาน ซึ่งได้แนะนำให้ข้อคิดที่ดี ทำงานเป็นพนักงานบริษัทใหญ่ เปรียบเหมือนเป็นหางมังกร มีศักดิ์ศรี แต่ไม่มีบทบาท มีประสบการณ์จากที่ทำงานเป็นระบบ กับการทำงานเป็นผู้บริหารบริษัทเล็กที่ได้แสดงบทบาท แสดงความสามารถ และสามารถเป็นผู้วางระบบ  ก็ต้องเลือกทางเดิน สุดท้าย ในวัยหนุ่มใจมุ่งมั่นของผมตอนนั้น ขอเลือกเป็นหัวหมาที่มีบทบาท ได้แสดงความสามารถเต็มที่ อาจจะต้องคอยปัญหาเรื่องบทบาทการบริหารบ้าง แต่ก็น่าดีกว่า เป็นหางมังกร เป็นพนักงานตัวเล็กๆในบริษัทใหญ่ ซึ่งได้ระบบ ได้ค่าตอบแทนสูงกว่า แต่อาจไม่ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ สุดท้าย จึงตัดสินใจทำงานที่เดิม และอีกไม่กี่เดือนต่อมา ผู้บังคับบัญชาของผม ก็ขอลาออกเอง ในระยะการทำงานสั้นๆ
   ในปีต่อมา ผมได้เลื่อนตำแหน่งจากหัวหน้าแผนกศูนย์ฝึกอบรมเป็นผู้จัดการแผนกศูนย์ฝึกอบรม  และได้ย้ายที่ทำงานจากสาขาวงเวียนใหญ่ไปอยู่สาขาบางแค มีห้องอบรมใหญ่ขึ้น ทันสมัยขึ้น โดยได้พี่ผู้จัดการฝ่ายบุคคลสาขาวงเวียนใหญ่ มาเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลสาขาบางแคและมาช่วยดูแลในงานศูนย์ฝึกอบรมด้วย ช่วงนั้นงานของศูนย์ฝึกอบรมมีมากขึ้น อีกทั้งในครึ่งปีต่อมา ห้างได้เปิดสาขาใหม่ที่ หลักสี่พลาซ่า โดยผมได้รับตำแหน่งเป็น ผู้จัดการแผนกศูนย์บุคคล อีกตำแหน่ง เพื่อช่วยดูแลระบบบุคคลของห้างทั้งหมด งานมาก งานเยอะ แต่เต็มไปด้วยความสุข ได้สร้างสรรค์งานอบรมและกิจกรรมโครงการใหม่ๆ ขึ้น
@ จัดอบรมภาวะผู้นำ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร ให้ผู้บริหารทั้งหมด 
@ จัดกิจกรรม ให้พนักงานได้ออกกำลังกายเต้นตามเพลง ทุกเช้าก่อนห้างเปิด
@ จัดทำ คู่มือระบบงานบริษัท ทุกฝ่าย เพื่อเป็นแนวทางการทำงานร่วมกันทุกสาขา
@  จัดสัมมนาผู้บริหารต่างจังหวัดร่วมกันทุกสาขา ซึ่งทางห้างไม่ได้จัดสัมมนาต่างจังหวัดมากว่า 10 ปี
@ จัดทำโครงการ Service Contest แข่งขันการบริการทุกฝ่าย ทุกสาข

   การทำงานในห้างนี้ ให้ประสบการณ์ผม ให้ผมได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ แต่พอทำงานมาได้เกือบครบ 3 ปี ทางผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ได้มีการยกเลิกโครงการพัฒนาบุคคลากรที่ทำไว้ ในกิจกรรมต่างๆ เช่น Service Contest ที่พนักงานร่วมทำกิจกรรมกันมาเกือบปี ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจในการนำเสนอโครงการใหม่ๆ ต่อไป  หมดไฟในการทำงาน และขอลาออกจากงานในเดือนต่อมา ซึ่งทางเจ้าของห้างได้เรียกเข้าพบ เพื่อให้ผมทำงานต่อไป โดยจะเข้าที่ประชุมใหญ่ เพื่อขอทำโครงการพัฒนาบุคคลการที่ผมทำไว้ต่อไปพร้อมเพิ่มค่าตอบแทนในการทำงานให้ แต่ผมขอปฏิเสธ เพราะเชื่อว่า ตนเองคงสร้างไฟปลุกชีวิตในการทำงานที่นี่ไม่ได้แล้ว
   ซึ่งผมต้องขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ในห้างนี้ ที่ให้คำแนะนำ ให้ความอบอุ่น สนับสนุน จนผมสามารถผลักดันโครงการต่างๆ ที่ผมคิดขึ้น ได้มากมาย เป็นหัวหมาที่มีความกล้าคิด  มีหูตากว้างไกล เป็นหัวหมาที่เปี่ยมคุณภาพ เมื่อได้มาลับเขี้ยวที่นี่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 13, 2015, 02:07:08 PM โดย pradit »

pradit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 413
    • ดูรายละเอียด
Re: ปลุกชีวิตลิขิตเอง (6 เล่นสนุกกับงา
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 11 13, 2015, 01:39:38 PM »
ตอนที่ 4/8 (บทที่6 เล่นสนุกกับงาน)   
   สร้างบ้าน สนุกกว่า ซ่อมบ้าน
   ปลายปี 2535 ผมได้มาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมในห้างที่นนทบุรี เป็นห้างที่เปิดตัวใหม่ที่อยู่ใกล้ท่าน้ำนนทบุรี โดยทางเจ้าของห้างที่ทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์และจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้ารายใหญ่ ต้องการเพิ่มธุกิจห้างสรรพสินค้า จึงจำเป็นต้องหาผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพทุกฝ่ายที่สามารถมาร่วมสร้างระบบงานในแต่ละฝ่ายได้ ผมได้ถูกทาบทามจากผู้จัดการทั่วไป ที่ทำงานในสายห้างสรรพสินค้ามากว่า 30 ปี ให้มาช่วยเป็นทีมงานเปิดตัวห้างแห่งใหม่นี้  ซึ่งส่วนใหญ่ที่มาทำงาน ก็เป็นผู้บริหารที่เคยทำงานด้วยกันที่ห้างเดิม
   มาเริ่มต้นใหม่เลย มาลงเสาเข็มหนึ่งเสา  ออฟฟิศเป็นตึกห้องแถว 4 ชั้น 1 หลัง เบื้องต้น จ้างผู้บริหารวมประมาณ 10 คน ในแต่ละฝ่ายวางแผนงานของตนเอง ฝ่ายขายวางแผนการขายการตลาดการจัดซื้อสินค้า ฝ่ายบัญชีวางแผนบัญชีการเงิน ฝ่ายคลังสินค้าวางแผนควบคุมสต๊อค ฝ่ายธุรการวางแผนจัดซื้ออุปกรณ์วางแบบสถานที่ ส่วนฝ่ายบุคคลอบรมในส่วนของผม ต้องวางแผนเรื่องการบริหารบุคคล 
   ที่ผ่านมา เคยเปิดสาขาใหม่ของห้างที่มีอยู่แล้ว ยังรับพนักงานมาฝึกที่สาขาเก่าไปก่อน เอกสารแบบฟอร์มต่างๆ ก็สั่งใหม่แต่ใช้แบบฟอร์มเดิม กฎระเบียนข้อบังคับแรงงานต่างๆ ก็ใช้ของเดิมที่มีอยู่ แต่พอบริหารคนในห้างใหม่ เปิดตัวใหม่ ท้าทายมากๆ
   …กฎระเบียบ ข้อบังคับ ต้องทำขึ้นมาเอง จะให้พนักงานทำงานกี่ชั่วโมงต่อวัน ทำกี่วันต่อสัปดาห์ วันหยุด วันป่วย วันลา สวัสดิการ บทลงโทษ และต้องไปนำเสนอกรมสวัสดิการแรงงานเอง 
   …โครงสร้าเงินเดิอน สร้างเองเลย ตั้งกระบอกอัตราเงินเดือนแต่ละฝ่ายแต่ละตำแหน่งเองเลย
   …อัตรากำลังคน ในแต่ละฝ่าย ขอข้อมูลในแต่ละฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่าย ก็มโนจินตนาการเอา แต่ละแผนกจะต้องมีลูกน้องกี่คน คาดดารณ์กันเอาเอง
   …แบบฟอร์มเอกสาร ใบสมัคร สัญญาจ้าง แบบฟอร์มใบลา ใบขออนุญาตทำล่วงเวลา และใบอื่นๆอีกมากมาย
   …แผนงานการฝึกอบรม จัดเต็มเลย อยากอบรมอะไร ปฐมนิเทศน์ อบรมทักษะการทำงานแต่ละฝ่าย ระยะสั้นก่อนห้างเปิด เมื่อเปิดแล้ว และแผนประจำปี พร้อมงบประมาณแบบนั่งเทียนคิดเลย

   แต่ที่ยากสุดๆ และไม่นึกว่าตนเองจะต้องมาคิดคำนวณวางแผนด้วย
    @ ขนาดพื้นที่ของฝ่ายบุคคลที่ต้องการทั้งหมด จะเอาพื้นที่เท่าไหร่ โดยมีแปลนเขียนเป็นกระดาษมาให้ แล้วถามว่า ในแปลนชั้นที่จะทำ ออฟฟิศทั้งชั้น ฝ่ายบุคคลจะเอาพื้นที่แค่ไหน ตรงไหน...มึนครับ ต้องสวมวิญญาณนักออกแบบ แล้วมโน (ฝัน)
      - เราจะมีพนักงานกี่คน จะนั่งกันยังไง ฝ่ายบริหารต้องมีห้องส่วนตัวมั๊ย ...ยัง ยังไม่หมด
   - ห้องพยาบาลล่ะ อยากมีมานานแล้ว จัดเลย
   - ห้องอาหารพนักงานล่ะ จะมีอาหารกี่แบบ อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ร้านส้มตำ ข้าวราดแกง ร้านน้ำ ขนม แต่ละร้านต้องมีพื้นที่เท่าไหร่ แล้วห้องอาหารอยู่บนออฟฟิศ เป็นห้องแอร์ ต้องมีตัวดูดควันกี่ตัว  แล้วโต๊ะอาหาให้พนักงานจะต้องมีกี่ตัว ต้องเตรียมให้พอดี ถ้าน้อยเกินไป พนักงานไม่มีที่นั่ง โดนด่าแน่ ถ้าเผื่อมากไป โดนเจ้านายเล่นแน่
   -  ห้องเก็บเสื้อผ้าพนักงาน จะจัดระบบแบบไหน
   @ ชุดฟอร์มพนักงาน จะเอาแบบไหน แต่ละฝ่ายใส่ชุดอะไร ต้องสั่งผ้าเตรียมไว้ลายอะไร สั่งกี่พันกี่หมื่อหลา  เพื่อเตรียมตัดเย็บเป็นชุดพนักงานแต่ละฝ่าย...แล้วเราจะรู้มั๊ย....
   @ ที่อยากจะหัวเราะ แต่หัวเราะไม่ออก...ห้องส้วมพนักงาน จะเอากี่ห้อง โถปัสสาวะจะใช้กี่โถ...ก็ไม่เคยรู้เหมือนกัน เคยแต่เข้าไปทำธุระในห้องน้ำ ไม่เคยรู้ว่า ห้องส้วมห้องหนึ่งจะมีอัตราส่วนการใช้กี่คน ถ้าเตรียมส้วมน้อยไป ไม่พอกับพนักงาน ต้องวุ่นวายแน่ อาจถึงมีการประท้วง ให้ยุบพื้นที่ฝ่ายขาย มาทำห้องส้วมแทน
   @ ระบบบริหารเงินเดือน จะทำยังไง การจ่ายเงินเดือน จะจ่ายยังไง ผ่านธนาคารอะไร ต้องไปคุยกับธนาคารเอง
   คิด คิด คิด คิดแบบนี้ อยู่หลายเดือน เวลาเปิดห้าง ก็เลื่อนไปเรื่อยๆ เพราะฝ่ายก่อสร้างทำไม่ได้ตามกำหนด..
   แต่ปัญหาหนักใจที่สุด คือการรับพนักงานเข้าทำงาน เปิดรับสมัครเอง สัมภาษณ์เอง  จะรับได้เมื่อไหร่ รับเร็วไป ห้างยังไม่เปิด ก็รับไม่ได้ แต่ถ้าห้างเปิดแล้ว ฝ่ายบุคคลไม่มีคนให้แต่ละฝ่าย ความผิดถึงขั้นประหารชีวิตแน่ บางครั้งทำสัญญาจ้างพนักงานเตรียมไว้เรียบร้อย แต่ห้างเลื่อนไม่มีกำหนด..พระเจ้า..เอายังไงดี เชิญมาขอโทษ จะรอเรามั๊ย 2 เดือน 3 เดือน ก็ไม่รู้ หรือถ้าไม่รอกัน ก็ยกเลิกสัญญา ไปทำงานที่อื่นก็ได้...เวลาผ่านไปเกิอบปี อยู่ๆ ก็ประกาศห้างเปิดได้ ให้ทุกฝ่ายพร้อม  สนุกละสิ...ยังไม่มีพนักงานอยู่ในมือเลย ต้องประกาศรับสมัครด่วน ค้นใบสมัครซึ่งบางคน ก็สมัครไว้นานแล้ว ติดต่อไปให้มาคุยกัน พอใกล้เปิดห้างมากๆ ทางผู้ใหญ่ ค่อยให้ผู้บริหารฝ่ายบุคคลจริงๆ มาทำงาน ซึ่งเราก็วางแผนทำงานไปเกือบหมดแล้ว
   สนุกสุดๆ กับการสร้างบ้านใหม่ อะไรไม่รู้ ก็บังคับตนเองให้รู้ ถามพี่ๆ ที่เป็นผู้บริหารฝ่ายบุคคลที่เก่า ก็ได้คำตอบช่วยได้บ้าง ช่วยไม่ได้บ้าง ยิ่งวันใกล้ห้างเปิด แทบไม่ได้หลับนอน อบรมพนักงานเข้าใหม่ และพนักงานร้านค้าที่มาลงขาย ยันเที่ยงคืน ตีสอง  เช้ามืดมาทำเอกสาร สัมภาษณ์พนักงานแบบหลับคาโต๊ะเลย...
   วันห้างเปิด พนักงานทุกฝ่ายพร้อม ยิ้มแย้มแจ่มใส ทุกคนมีงานทำ นำ้ตาไหลเลย เราทำได้ ผลงานชีวิตจากการตรากตรำจนสำเร็จ สุดยอดเลยเรา ...
   วันห้างเปิด ชั่งน้ำหนักตนเอง  ลดไป เกือบ 10 กิโล จาก  2-3 เดือนที่ผ่านมา...555
   สนุกกับงาน ชีวิตเป็นสุขจริงๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 13, 2015, 02:07:29 PM โดย pradit »

pradit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 413
    • ดูรายละเอียด
Re: ปลุกชีวิตลิขิตเอง (6 เล่นสนุกกับงา
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 11 13, 2015, 01:42:42 PM »
ตอนที่ 5/8 (บทที่6 เล่นสนุกกับงาน)   
   เป็นลูกจ้าง กับ เป็นเถ้าแก่ อะไรสนุกกว่ากัน...
   ..เมื่อชีวิตกำลังขึ้นสูง กำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า มักจะมีอุปสรรคมาฉุดให้เราลงดำดิ่ง แต่จะดำไปจนลึก โงหัวไม่ขึ้น หรือ จะดิ่งลงเพียงขั่วคราว แล้วทะยานขึ้นใหม่ ให้ยิ่งใหญ่กว่าเก่า ขึ้นสูงกว่าเดิม อยู่ที่การยอมรับ เปลี่ยนแปลง ปรับตัว พัฒนาไปมากแค่ไหน...
   เมื่อห้างสรรพสินค้าที่ท่าน้ำนนทบุรีได้เปิดบริการได้อย่างสมบูรณ์ ดื่มด่ำกับความสำเร็จของตนเองที่มีส่วนร่วมสร้างมา ผู้ใหญ่ชื่นชม เตรียมแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารฝ่ายบุคคลและฝึกอบรมขึ้นตรงกับผู้จัดการทั่วไปในวัยเพียงยี่สิบเจ็ดปี  เป็นปลื้มเลย ....แต่อิ่มใจอยู่ไม่นาน พอดีทางครอบครัว พี่ชายและพี่สาวเปิดร้านค้าขายส่งหนังเทียม พลาสติก ผ้าใบที่เปิดมาแล้วกว่าสามปี ย่านดาวคะนอง เกิดปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ จัดของให้ลูกค้าผิดพลาด  ส่งของให้ลูกค้าผิดที่ สั่งซื้อของขาดเกิน พนักงานไม่เอาใจใส่งาน ทำงานไม่เป็นระบบ ทำให้เกิดการขัดแย้งการทำงานเป็นอย่างมาก ทางคุณแม่ก็เลยขอให้ลาออกจากงานบริหารในห้าง มาช่วยงานของพี่น้องที่บริหารแบบกงสีแทน ช่วงแรก ก็ปฏิเสธไป เพราะกำลังสนุกกับทำงานเป็นผู้บริหารฝ่ายบุคคลอย่างมาก แต่สุดท้าย ก็ทนรบเร้าคำขอร้องจากคุณแม่ไม่ไหว  ให้มาช่วยพี่น้องกัน จึงตัดสินใจลาออกจากห้างที่นนทบุรี แต่ด้วยความผูกพันธ์จึงแจ้งลาออกล่วงหน้ากับทางผู้บริหารไว้ก่อนเกือบสามเดือน เพื่อช่วยติดต่อผู้บริหารฝ่ายบุคคลที่เป็นลูกพี่เก่า และผู้บริหารฝ่ายฝึกอบรม ที่เป็นเพื่อนสนิทกัน ให้มาทำงานแทนตนเองให้ได้ก่อน เพื่อให้งานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงออกจากที่นี่ได้อย่างสบายใจ
   มาแบบเริ่มต้นนับหนึ่งเลย...จริงๆแล้ว เรียกว่า ติดลบ มากว่า...
   สินค้าที่จำหน่ายในร้าน เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับของตกแต่งในรถ หนังเทียม พรม อุปกรณ์ประดับยนต์ต่างๆ รวมทั้งผ้าใบทำเต้นท์ ซึ่งตนเองไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย จึงรู้สึกไม่สนุกกับงานเอามากๆ อีกทั้งด้วยใจที่ไม่อยากมาแต่แรก ไม่อยากทำงานกับพี่น้องกันเอง เพราะเกรงว่า จะใช้อารมณ์ตัดสินกันมากกว่าใช้เหตุผล จึงเป็นความรู้สึกทำงานแบบไร้ความคิดสร้างสรรค์ ทำตามเดิมที่มีอยู่ พี่ชายพี่สาวให้ทำอะไร ก็ทำตามนั้น คอยดูแลพนักงานที่มีอยู่ไม่ถึงสิบคน (จากเมื่อก่อนดูแลพนักงานในห้างเป็นร้อยๆคน) คอยควบคุมการจัดส่งสินค้า (ซึ่งไม่รู้จักเส้นทางการจัดส่งเลย) ดูแลสต๊อคสินค้า สั่งซื้อสินค้าที่ขาด ประสานกับซัพพลายเออร์ โรงงานผลิตต่างๆ (ซึ่งตนเองไม่รู้จักสินค้าที่ทำอยู่เลย) ส่วนเรื่องขายเป็นหน้าที่ของพี่ชายและน้องชาย พี่สาวดูแลบัญชีและความเรียบร้อยของร้าน
   ช่วงแรก อาศัยสร้างความคุ้นเคยกับลูกน้องพนักงานที่ทำงานกับร้านมานาน คิดว่าถ้าเอาใจดีๆ พนักงานก็จะทำให้เราดีๆ ไว้ใจการทำงาน พนักงานเคยทำงานอะไรแบบไหน ก็ให้ทำงานตามแบบเดิม  ปรากฏว่า ทำงานมาสายกันเป็นประจำ จัดของผิดพลาด ผิดขนาด ผิดที่ สลับกันไปหมด ส่งของไม่ทันกำหนด ลูกค้าตีของคืน ทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด ลูกค้าโทรมาด่าทั้งวันและทุกวัน ต้องคอยแก้ปัญหา ขอโทษลูกค้า จัดส่งใหม่บ้าง คืนเงินบ้าง ที่สำคัญ..ของในสต๊อคโกดังหาย ไปเรื่อยๆ ซึ่งมาทราบภายหลังโดนลูกน้องที่ทำงานมานาน ร่วมกันขโมยตอนเบิกของในโกดังไปขาย...สร้างความเจ็บปวดในใจมาก ที่เราให้ความไว้วางใจคน ทำงานอย่างอิสระ แต่กลับกลายเป็นช่องว่างให้ก่อการทุจริตกันเป็นทีม
   คิดใหม่ ทำใหม่...เราเคยทำงานสร้างระบบที่มีคนมากกว่านี้เป็นร้อย ยังทำได้ดี นับประสาอะไร กับลูกน้องไม่ถึงสิบคน จะแก้ไขไม่ได้ จะจัดการไม่ได้...
   ปรับความคิดที่ทำงานแบบเบื่อหน่าย ทำงานไปวันๆ ทำงานแบบเดิมๆ เปลี่ยนเป็นความคิดที่ท้าทาย เราทำงานแบบกงสี พี่น้องเป็นเถ้าแก่เป็นเจ้าของกันเอง ทำอะไรใหม่ๆ ด้วยตนเองได้อยู่แล้ว..  สนุกแล้วสิ..เชิญพี่น้องมาประชุม สร้างระบบใหม่ ที่ไม่มีในตำรา แต่อาศัยประสบการณ์ ขึ้นมาเอง
   - จัดระบบการมาทำงานใหม่ พนักงานที่ขยัน ถูกต้อง มีวินัย มีเบี้ยขยัน พนักงานที่ไม่มีระเบียบ ทำงานผิดพลาด มีบทลงโทษ ใครทุจริต ทำผิดว่าตามกฏหมาย
   - จัดระบบการส่งสินค้าใหม่ มีใบรับ order จากลูกค้าแต่ละราย มีใบจัดสินค้า มีใบเบิกของในโกดัง มีการควบคุม ตรวจสอบ ก่อนนำสินค้าไปส่งลูกค้า
   - จัดระบบสายส่งสินค้าใหม่ มีแผนการส่งเป็นรายวันของรถแต่ละคัน สินค้าขึ้นตามลำดับก่อนหลัง ใครถึงก่อน เอาของขึ้นทีหลัง (First in Last out)
   - จัดระบบการรับงานจากลูกค้า มีของส่งด่วน ตามลำดับเส้นทางได้เลย ไม่มีของ สั่งซื้อ นัดวันส่งให้ชัดเจน
   - จัดระบบการสต๊อคสินค้า ตรวจสอบสินค้าในโกดังทั้งหมด ซึ่งพนักงานทุกคนรวมทั้งตนเอง ต้องศึกษาสินต้าที่มีจำหน่ายทั้งหมด มีการตัดสต๊อคของเข้าออกทุกวัน
   - จัดระบบการสั่งซื้อ แบบน้อยชิ้นเร่งด่วน แบบมีจำนวนมากส่งตามวันกำหนด

   สนุกกับการเริ่มต้นใหม่ทุกระบบ ช่วงแรก มีสับสนกันบ้าง คอยแก้ปัญหาให้ทุกคนทำตามระบบ รวมทั้งพี่ชายพี่สาวน้องชาย แต่สุดท้าย ผ่านไปไม่ถึงสองเดือน ทุกคนเข้าใจระบบ ทำงานตามระเบียบ งานทุกอย่างก็ราบรื่น หลังจากมาช่วยบริหารจัดการได้ประมาณสี่เดือน
    ชีวิตเถ้าแก่ งานกงสี เข้าที่ พนักงานมีความสุขในการทำงาน ส่งงานลูกค้าได้เร็วขึ้น ในปีที่สองที่มาช่วยงาน ยอดขายเพิ่มเป็นทวีคูณ  ส่วนตนเอง ยังสามารถรับงานที่ปรึกษาฝ่ายบริหารงานบุคคลได้อีก ที่ห้างสรรพสินค้าที่ป่าตอง ภูเก็ต ไปวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ สนุกกันไปใหญ่   
   ชีวิตเถ้าแก่ การทำงานอยู่ที่ตนเอง คิดเอง สร้างเอง จัดการเองได้ สร้างความสนุกกับงานได้ด้วยตนเอง ด้วยการสร้างไฟให้ตนเองในการทำงาน
   แต่ที่ต้องระวัง การเป็นเถ้าแก่เป็นเจ้าของ ถ้าไม่บริหารธุรกิจให้ดี ผิดพลาดไป ก็จะหนักกว่ามนุษย์เงินเดือนที่ออกแล้วหางานใหม่ได้เลย  ซึ่งสุดท้ายธุรกิจนี้ ก็ต้องสิ้นสุดลง เมื่อประสบกับช่วงเศรษฐกิจเงินบาทลงตัว ปี 2540 ด้วยการขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 13, 2015, 02:07:49 PM โดย pradit »

pradit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 413
    • ดูรายละเอียด
Re: ปลุกชีวิตลิขิตเอง (6 เล่นสนุกกับงา
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 11 13, 2015, 01:46:41 PM »
ตอนที่ 6/8 (บทที่6 เล่นสนุกกับงาน)   
   ..ทำงาน ทำมาก ได้มาก
   สนุกกับงานมาก ประสบการณ์ยิ่งมาก.
.
   หลังจากผ่านวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ปี 2540 ประเทศไทยถอยหลังเรื่องเศรษฐกิจไปมาก ธุรกิจภาคการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมปิดกิจการ ล้มต่อๆกันแบบโดมิโน คนไทยมากมายตกงานแบบไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร งานฝึกอบรมต้องระงับไปโดยปริยาย
   ช่วงหลังวิกฤตเงินบาทลอยตัว ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับเกียรติเป็นส่วนหนึ่งของคนว่างงาน จากธุรกิจของครอบครัวที่ปิดตัวลง แต่ก็ยังดี มีงานที่ปรึกษางานบริหารฝ่ายบุคคลของห้างสรรพสินค้า ที่ป่าตอง ภูเก็ต ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวมากขึ้น เพราะเงินบาทอ่อนมาก ผมอยู่ช่วยสร้างระบบงานบุคคลและธุรการจนห้างเปิดเรียบร้อย และต่อมาได้รับงานเป็นที่ปรึกษางานบริหารบุคคลของธุรกิจถ่ายทำหนังและละคร จนเจ้าของธุรกิจที่เคยเป็นผู้บริหารบริษัทผลิตรายการทีวี “ทีวีวาที 9 ใหม่” มีความคิดจะทำรายการด้านการพูดขึ้นมาใหม่ในวงการ จึงชักชวนให้มาร่วมเป็นกลุ่มสร้างสรรค์รายการ(Creative group head) และเป็นวิทยากรในรายการ...สนุกอีกแล้วสิ..
   ช่วงแรก ก็รับเป็นวิทยากรในรายการ ร่วมสร้างสรรค์รายการในแต่ละตอน ต่อมา ให้ช่วยเป็นผู้ประสานวิทยากรที่มาร่วมงานทั้งหมด จากนั้น ก็งานเข้า.. มีมาให้ช่วยทำอีกมากมาย ซึ่งเป็นงานที่ไม่เคยทำมาก่อนเหมือนกัน
   - ช่วยประสานงานผลิตทุกอย่าง  ประสานงานฝ่ายทำฉาก ฝ่ายอุปกรณ์แสง สี เสียง รวมทั้งเครื่องแต่งกายวิทยากรและนักแสดง
   - ช่วยประสานสตูดิโอ ฝ่ายบันทึกเทป
   - ช่วยควบคุมการดำเนินรายการ
   - ช่วยประสานงานสถานีโทรทัศน์ ซึ่งช่วงแรกทำรายการอยู่ช่อง 5 ต่อมาเปลี่ยนเป็น ช่อง ITV และช่อง 11 ตามลำดับ
   - ช่วยควบคุมการตัดต่อรายการ ซึ่งต้องอยู่ในห้องตัดต่อ เกือบสามวันสามคืน ในหนึ่งสัปดาห์
   นอกจากการประสานงานคิววิทยากร ประสานงานการผลิต ยังให้ช่วยงานบริหารธุรกิจในองค์กร
   - ควบคุมและประสานฝ่ายขายเรื่องหาโฆษณา และติดต่อผู้สนับสนุนรายการ
   - ช่วยดูแลควบคุมบริหารการรับจ่ายทางการเงินของบริษัท
   - ช่วยบริหารดูแลพนักงานทุกคนในองค์กร

   สรุปประมาณว่า ให้ทำอะไรก็ทำ  ส่วนรายได้ มีเท่าไหร่ ก็แล้วแต่ให้ เพราะเข้าใจว่า เป็นรายการใหม่ มีค่าใช้จ่ายสูงและการขายโฆษณา ก็ไม่ได้ตามเป้าขายเท่าไหร่
   ผมทำงานบริหารอยู่บริษัททำรายการทีวี ประมาณ 10 ปี ใช้ชีวิตคนทำรายการแบบพักผ่อนน้อยมาก หนึ่งสัปดาห์มีหนึ่งวันบันทึกเทป สามวันสามคืนอยู่ห้องตัดต่อ หนึ่งวันอยู่ห้องเสียง หนึ่งวันกับการประชุมสร้างสรรค์รายการ หนึ่งวันกับประชุมฝ่ายขาย และทุกวันกับประชุมงานบริหาร
   เหนื่อยมั๊ย ..เหนื่อย, เพลียมั๊ย.. เพลีย, สนุกมั๊ย..บอกได้เลย ว่าสนุกมาก ถึงแม้จะเกิดความกดดันจากงานหลายๆอย่าง  แต่สุดท้าย ก็แก้ปัญหาไปได้
   ผลที่ได้รับจากการทำงานหลายอย่าง โดยไม่คำนึงถึงรายได้มากเท่าไร
   -  ได้รู้จักกับฝ่ายสร้างสรรค์รายการหลายคน ทำให้มีมุมมองความคิดสร้างสรรค์ขึ้นอย่างมาก
   -  ได้รู้จักวิทยากร นักพูดระดับประเทศแทบทุกคน ได้รับการแนะนำจากวิทยากรเพื่อพัฒนาการพูดของตนเอง
   - ได้รู้จักการผลิตรายการ ทำให้สามารถสร้างงานรายการต่างๆ ได้
   - ได้รู้ระบบการตัดต่อรายการ ทำให้สามารถทำคลิป ทำงานนำเสนอ Presentation ที่ดีได้      - ได้รู้จักการบริหารงานงานขาย รู้ลึกถึงการทำงานวงการสื่อโฆษณา

   จากคนที่ว่างงาน สับสน รับช่วยงานที่เขาไว้วางใจ และเราทำอย่างเต็มที่ จนทำได้ ถึงแม้ทำได้ไม่ดี แต่มันก็เป็นผลงานที่ดีที่สุดสำหรับเรา..
   อย่างน้อย ก็ได้มีส่วนร่วมในการทำรายการ Talk Show ที่มีชื่อเสียงของประเทศ ฝากไว้ในวงการ ถึง 2 รายการ นั่นคือ  รายการ “ทอล์คโซน ซีเนรามา” ทางช่อง 5 ซึ่งเป็นรายการที่มีวิทยากรนักพูดมากที่สุดและมีฉากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการ และอีกหนึ่งรายการที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงการการพูดและวงการล้อเลียนการเมือง นั่นคือ รายการ “ สภาโจ๊ก ” ทาง ITV และเปลี่ยนมานำเสนอทางสถานี ช่อง 11 ในช่วงหลัง
   ยิ่งทำงานมาก ยิ่งได้อะไรอีกมากมาย ได้ประสบการณ์ที่หาได้ยาก ได้รู้จักกับคนในวงการหลายวงการ ...อย่าเครียดเมื่องานเข้า สนุกกับงานที่เข้ามา แล้วจะภาคภูมิใจสุดๆ เมื่องานสำเร็จ

   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 13, 2015, 02:08:08 PM โดย pradit »

pradit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 413
    • ดูรายละเอียด
Re: ปลุกชีวิตลิขิตเอง (6 เล่นสนุกกับงา
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 11 13, 2015, 02:01:01 PM »
ตอนที่ 7/8 (บทที่6 เล่นสนุกกับงาน)   
   สนุกกับงานที่ “ชอบ” นำไปสู่งานที่ “ใช่”
   งานที่ดีที่สุด คืองานที่เรารักที่สุด
   จากงานที่หลากหลาย ที่ทำไปเพราะสถานการณ์พาไป เหตุการณ์บังคับ ต้องทำให้ได้ ทำให้ดี ให้เต็มฝีมือ เต็มความสามารถ แต่ก็อย่าทิ้งงานที่ชอบ งานที่ถนัด งานที่คิดว่าตนเองเชี่ยวชาญ เมื่อมีโอกาส อย่าลืมคว้าโิอกาสนั้นไว้ วันนั้นแหละ..วันที่เสือจะได้คืนถิ่น นกขมิ้นจะได้คืนรัง..
   ในช่วงปลายๆชีวิตที่ทำงานกับธุรกิจผลิตรายการทีวีในตำแหน่ง ผู้จัดการทำไปทั่ว  (ทำมากกว่า ผู้จัดารทั่วไป นิดหน่อย) ได้มีโอกาสได้เรียน ปริญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า พร้อมกับทำงานแบบแทบไม่มีวันหยุด สนุกแบบเหนื่อยๆทั้งเรียน สนุกแบบเพลียๆทั้งงาน..
   จนเกิดเหตุการณ์ที่ต้องเปลี่ยนแปลง (อีกแล้ว) ...ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท มีนโยบายเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการเนื่องจากเกิดการขาดสภาพคล่องทางธุรกิจ จึงจำเป็นต้องลดพนักงานซึ่งรวมถึงตัวผู้บริหารอย่างผมเองด้วย...ฟ้าผ่าเลย มึน งง แต่ก็จากกันด้วยดี
   ในท่ามกลางวิกฤต มักจะมีช่องทางให้โอกาสเสมอ..รุ่นพี่ชมรมปาฐกถาและโต้วาที รามคำแหง ที่ผมได้ร่วมเป็นหุ้นส่วนที่ทำธุรกิจสถาบันฝึกอบรมไว้ประมาณ 7-8  ปี เลยชวนมาทำงานบริหารธุรกิจฝึกอบรมอย่างเต็มตัว..หายมึน หายงง กลับมาตั้งหลัก ถอยหลังเพื่อพุ่งก้าวไปข้างหน้า ลุยกันใหม่ เดินหน้าเต็มที่อีกครั้ง
   เรียนจบถึง ปริญญาโท สาขาการจัดการภาครัฐและเอกชน ประสบการณ์ก็มากพอสมควร มาทำงานสถาบันฝึกอบรมที่เราชอบเลย แถมยังมีหุ้นส่วน เป็นเจ้าของด้วย ปลุกชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
กับ บริษัท เทรน แอนด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด
..สนุกกันอีกแล้ว..
   เริ่มจาก หลักส่วนผสมการตลาด  Marketing Mix (Product Price Place Promotion)
   @ Product:  สินค้าของสถาบัน คือ หลักสูตรฝึกอบรม
   - Speech Plus จากเดิม สถาบันเริ่มจาก หลักสูตรการพูดในที่ชุมชน (Public Speaking)  ที่มีพื้นฐานจากการเป็นผู้ช่วยวิทยากรนักพูด จัดหลักสูตรการพูดทุกรูปแบบ การนำเสนอ (Presemtation) การสอนงาน (Coaching) การสื่อสาร (Communication) จนไปถึง เทคนิคการเป็นวิทยากร (Train the Trainer) ซึ่งเป็นจุดแข็งของสถาบัน
   - Team Plus ตามมาด้วย หลักสูตรการทำงานเป็นทีม (Teamwork) เนื่องจากเรามีความเชี่ยวชาญในด้านการละลายพฤติกรรม (Ice Breaking) และมีทีมงานพร้อมในการทำ Walk Rally ทุกรูปแบบ
   - Managing Plus ต่อมา จากประสบการณ์ของวิทยากรของสถาบัน เพิ่มเติม หลักสูตร ด้านการบริหารจัดการ การสร้างภาวะผู้นำ (Leadership) การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change) การวงแผนงาน (Planning) การบังคับบัญชา (Ordering) การควบคุมติดตามงาน (Controling)
   - Marketing Plus เสริมด้วยหลักสูตรด้านการตลาด การขาย (Selling) การบริการ (Service)
   - Thinking Plus สร้างสรรค์ด้วยหลักสูตรการปรับทัศนคติในการทำงาน (Attitude) การทำงานอย่างมีระบบ (Systematic) ความคิดสร้างสรรค์ (Creative) คิดบวก (Positive) ทำงานให้เป็นสุข (Happy work)
   - Productivity Plus การเพิ่มผลผลิตในการทำงาน สร้างคุณภาพ (Quality) ในการทำงาน
   หลักสูตรต่างๆ ได้พัฒนาขึ้น ด้วยความกรุณาของวิทยากรของสถาบันที่มีอย่างหลากหลายทั้งภาครัฐและเอกชน นักพูด นักฝึกอบรม ครูบาอาจารย์ ที่พร้อมด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ มากด้วยประสบการณ์การทำงานและคร่ำหวอดในเวทีฝึกอบรมและพัฒนาคนพัฒนาองค์กร
   @ Price : ราคาการนำเสนอ เราได้มีการสำรวจราคาที่เหมาะสมเป็นมาตรฐาน และยืดหยุ่นได้มาก เพราะความเอื้อเฟื้อของวิทยากรที่มีต่อสถาบัน
   @ Place : การสื่อสารองค์กร ช่วงแรก จะเป็นที่รู้จักมาก เพราะเราเป็นสถาบันกลุ่มแรก ที่ใช้สื่อ Social ได้อย่างกว้างขวาง กับ WWW.TrainAndMedia.com แต่ระยะหลัง มีสื่อออนไลน์ ใช้กันมาก จึงกระจายความทั่วถึงกันไป
   @ Promotion : การบริการของเรา เราช่วยแนะนำสถานที่ที่จัดสัมมนาให้ได้อย่างเหมาะสม เสริมด้วยกิจกรรม Party และ สัมมนาในทุกรูปแบบต่างๆ ครบวงจร
   เราได้ร่วมกันพัฒนาสถาบันของเรา ให้เป็น สถาบันผู้เชี่ยวชาญการจัดอบรมสัมมนาทุกรูปแบบครบวงจร ซึ่งทำให้ สถาบันฝึกอบรมของเราประสบความสำเร็จ พนักงานมีงานล้นมือ แต่ก็ทำงานอย่างสนุก มีความสุข เป็นระยะเวลาหลายปี...
   สถาบันเริ่มก่อตั้งปี 2539 ซึ่งเป็นปีที่มีเริ่มมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ งานอบรมน้อย เริ่มจะมีงานอบรมมากขึ้น เมื่อสถาบันเข้าปีที่ 10 เมื่อผมได้มาดูแลอย่างจริงจัง และได้เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้ดียวในเวลาต่อมา แต่เมื่อย่างเข้า ปี 2553 ธุรกิจงานฝึกอบรมเริ่มลดลง ด้วยหลายสาเหตุ เช่น สาเหตุทางความไม่สงบทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงระบบการเมือง ภัยธรรมชาติน้ำท่วมใหญ่ อักทั้ง เกิดการแข่งขันกันมากขั้น การเติบโตของวิทยากรรุ่นใหม่ที่มีสื่อออนไลน์ทางการตลาด เริ่มแข่งขันกันด้วยการลดราคามากขึ้น การพัฒนาบุคลากรมุ่งเน้นความแปลกใหม่ ความแตกต่าง (Differentiate) และใช้เทคโนโลยี ในการเป็นเครื่องมือการพัฒนามากขึ้น จึงต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดกันเป็นอย่างมาก
   เมื่อมีการแข่งขัน ย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง....คิดให้สนุก ชีวิตจะได้ไม่หยุดนิ่ง..
   ต้นปี 2559 เป็นปีที่สถาบันครบ 20 ปี เราได้มีการเตรียมพร้อมเพื่อเฉลิมฉลอง เรามีหลักสูตรใหม่ๆ เพื่อรองรับการพัฒนาบุคลากรแบบใหม่
   - หลักสูตร “พุทธแรลลี่” ท่องเที่ยวแนวพุทธ เพื่อพัฒนาคุณธรรมในการทำงาน   
   - หลักสูตร “Working Road” เพื่อพัฒนาการทำงานสู่ความสำเร็จ
   - หลักสูตร “Management Game” ฝึกการบริหารผ่านเกทกลยุทธ์
   และยังมี โครงการพัฒนาการพูดของเด็ก Kid Speech Camp “ค่ายนักพูดรุ่นเยาว์” ที่ทางสถาบันภาคภูมิใจ ที่พัฒนาเด็ก ให้กล้าคิดดี กล้าพูดดี กล้าทำดี ที่ทำประสบความสำเร็จมาแล้วหลายสิบรุ่น ซึ่งจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป
   เมื่อสนุกกับงานที่ “ชอบ” จะมีแต่ความท้าทาย การพัฒนาต่อไป และเมื่อพัฒนาไปถึงขีดสุด มันจะบอกเราเองว่า นั่นแหละ “ใช่” โดยไม่ต้องพึ่ง “โชค” หรือให้ใคร “ช่วย” เพราะเราจะเกิดความ “เชี่ยว” และพัฒนาได้อย่างไม่สิ้นสุด

pradit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 413
    • ดูรายละเอียด
Re: ปลุกชีวิตลิขิตเอง (6 เล่นสนุกกับงา
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 11 13, 2015, 02:03:42 PM »
ตอนที่    8/8 (บทที่6 เล่นสนุกกับงาน)
   ถ้าไม่ได้งานที่ชอบ ขอให้ชอบงานที่ทำ...
   ...คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้

   คนเราเลือกงานไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำงานให้เป็นสุขได้..
จากข้อมูลของ JobDB.com ปี 2558 >> 5 ปัจจัย ที่ทำให้คนทำงานความสุข Happy กับงานปัจจุบัน
อันดัยแรก..บทบาทและหน้าที่ที่รับผิดชอบ
   >> งานและหน้าที่ที่ถนัด มีผลต่อความุข
อันดับสอง..ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและเจ้านาย
    >> เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน ทำงานเป็นทีมได้อย่างดี
อันดับสาม..เงินเดือน
    >> ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีการปรับฐานเงินเดือนที่สูง
อันดับสี่..ความสมดุลย์ระหว่างช่วงเวลาการทำงานกับการใช้ชีวิต
   >> มีเวลาอยู่กับครอบครัว ทำงานอดิเรกที่ชอบ
อันดับห้า..สิทธิประโยชน์และผลตอบแทนอื่นๆ
    >> ได้รับความคุ้มครองทั้งตนเองและครอบครัว มีสิทธิ์รักษาพยาบาล
   ดังนั้น องค์กรใดที่ต้องให้พนักงานทำงานอย่างมีสุข ต้องสร้างงานให้พนักงาน ได้ทำงานที่พนักงานถนัด แบ่งหน้าที่รับผิดชอบให้ชัดเจน ดูแลพนักงานให้ทำงานเป็นทีม จัดกิจกรรมสร้างเสริมความสามัคคีบ่อยๆ ให้ค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม เป็นธรรม จัดสรรเวลาทำงานของพนักงานให้สมดุลย์ และจัดระบบสวัสดิการอย่างเพียงพอ ให้พนักงานรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยในการทำงาน
   สำหรับคนทำงานเอง ควรรู้จักสร้างเส้นทางความสุขในการทำงานให้ชีวิต..
มีคนเคยบอกว่า..อยากมีความสุข 1 ชั่วโมง  ให้ทานอาหารที่ตนเองชอบ
         อยากมีความสุข 1 วัน        ให้พักผ่อน นอนหลับให้เพียงพอ
         อยากมีความสุข 1 สัปดาห์ ให้อ่านหนังสือที่อยากอ่าน
         อยากมีความสุข 1 เดือน     ให้ท่องเที่ยวในที่สถานที่ใหม่ๆ
         อยากมีความสุข 1 ปี           ให้แต่งงานมีครอบครัว
         อยากมีความสุข 1 ชีวิต       ให้เป็นผู้ให้

   อยากมีความสุข ขอแนะนำ เส้นทางความสุข สนุกกับงาน (Happy Work Way)  เพื่อให้นำไปปรับใช้กับชีวิตการทำงาน
   + สุขภาพดี  (Happy Body) >  ดูแลสุขภาพ ทานอาหารตามเวลา ออกกำลังกายให้แข็งแรง
   + มีนำ้ใจ     (Happy Heart) > เอื้อเฟื่อกับเพื่อนร่วมงาน รู้รัก รู้อภัย ทำงานเป็นทีม
   + ใฝ่สงบ     (Happy Soul)  > ทำงานอย่างมีสติ ใจเย็น มีสมาธิ ไม่เอาเปรียบผู้อื่น
   + พบความรู้  (Happy Brain) > ศึกษาเรียนรู้งานในหน้าที่ และพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง
   + ดูผ่อนคลาย (Happy Relax)> พักผ่อนอย่างเพียงพอ ทำงานอดิเรก อย่าเครียดกับงาน
   + สลายหนี้     (Happy Money) > ใช้ชวิตพอเพียง อย่าสร้างหนี้เกินตัว

   ชีวิตทำงานมีสุขได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงาน แต่ขึ้นอยู่กับใจตัวเอง ทำใจให้ชอบกับงาน รักงานที่ทำ เหมือนเรารักชีวิตของเรา  ยิ่งทำมาก ยิ่งได้มากประสบการณ์ ..
   ชอบมาก กับคำต่อไปนี้ เพราะมันใช่เลย กับการเล่นสนุกกับงาน
   “ ถ้าไม่ได้งานที่ชอบ ขอให้ชอบงานที่ทำ
   เพราะถ้าไม่มีงานทำ ต้องเตรียมไปสู่ที่ชอบๆ “


pradit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 413
    • ดูรายละเอียด
Re: ปลุกชีวิตลิขิตเอง >>6 เล่นสนุกกับงา
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 05 15, 2017, 10:25:39 AM »
happy work is good